ทำไมข้อต่อโซ่จึงต้องมีการผลิตด้วยมวลเหล็กที่หนา

ทำไมข้อต่อโซ่จึงต้องมีการผลิตด้วยมวลเหล็กที่หนา

ทำไมข้อต่อโซ่จึงต้องมีการผลิตด้วยมวลเหล็กที่หนา

มีมาหลากหลายคำถามครับ ว่าทำไมโซ่นั้น จึงต้องมีข้อมูลสำหรับด้านการผลิตที่มีมวลเหล็กต่างๆ  ที่หนาพอสมควร เหตุผลก็มีหลากหลายประการ ซึ่งถ้าผมไม่เขียนก็คงจะมองกันออกอยู่แล้วครับ อย่างแรกเลยก็คือก่อนที่เราจะพูดกันไปเรื่องของการที่มีมวลเหล็กหนานั้น เราต้องมองให้ออกก่อนว่าโซ่นั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ ถ้าเป็นโซ่ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมพวกนั้น จะมีมวลเหล็กที่บางน้อยกว่าครับ แต่ไปเน้นในส่วนของข้อต่อโซ่แทน ซึ่งก็จะทำให้เกิดความแข็งแรง และความยืดหยุ่นในตัวเองนั่งเองครับ

ด้วยเหตุนี้การใช้งานของโซ่แต่ละอย่างนั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุด เวลาที่เราใช้งานนั้น สิ่งที่เราสามารถที่จะมองได้อย่างครอบคลุมเลยก็คือเรื่องของโซ่นั้นก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด หากว่าเราต้องใช้โซ่ไปในทางการรักษาความปลอดภัยนั่นเองครับ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งผู้อ่านเองก็คงจะมีความเห็นด้วยกันอย่างแน่นอนนั่นเองครับ เพราถ้าโซ่นั้นก็ต้องใช้งานกันอย่างมากมายเลยครับ สำหรับผู้อ่านท่านไหนสนใจข้อมูลต่าง ๆ นั้นอย่างไรก็ลองมาว่ากันดูครับ

เรื่องของโซ่อย่างที่บอก ถ้าหากว่าต้องการมาใช้ในงานเรื่องของการรักษาความปลอดภัยนั้น สิ่งที่จำเป็นมากที่สุด เวลานี้ก็คือการหากุญแจที่แข็งแรงนั้นเข้ามาจัดการ และร่วมด้วยนั่นเองครับ สำหรับผู้อ่านที่ต้องการให้โซ่นั้นมีความแข็งแรงก็ควรมองหามวลเหล็กที่ใช้สำหรับการผลิตโซ่นั้นสูงมากขึ้นนั่นเองครับ สำหรับใครที่กำลังอยากได้ข้อมูลร้านค้าขายโซ่ หรือว่าผลิตโซ่นั้น แนะนำให้ไปหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์เยลโล่ครับ http://search.yellowpages.co.th/search.jsp?txtWhat=%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%88-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E2%80%8E 

จี้รัฐเร่งอุดหนุนเอสเอ็มอีค้าขายชายแดน

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในการสัมมนา “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน”ว่า รัฐบาลควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ทำการค้าขายผ่านช่องทางบริเวณชายแดนมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่เอสเอ็มอีสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และภาครัฐควรเร่งแก้อุปสรรคการค้าชายแดน เช่น พิธีการศุลกากร โครงข่ายถนนโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมูลค่าการค้าชายระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้านมากถึง 1.1 ล้านล้านบาท แยกเป็นการค้าชายแดนมากถึง 918,000 ล้านบาท และคาดว่า ภายใน 2- 3 ปีข้างหน้า มูลค่าการค้าชายแดน จะเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท จากยอดส่งออกรวมของประเทศ 7.2 ล้านล้านบาท

“อุปสรรคการค้าผ่านแดน ยังมีประเด็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล เช่น ด้านพิธีการศุลกากร โครงข่ายถนนโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปของการจำกัดโควต้ารถขนส่งสินค้าเข้าประเทศของ กัมพูชา ขณะที่มาเลเซียกำหนดให้เปลี่ยนรถบรรทุก ส่วนไทยเปิดให้รถขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้จนถึงสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงปัญหาเรื่องแหล่งกำหนดของสินค้าซึ่งรัฐบาลจะต้องศึกษาและเจรจากับ รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากลดอุปสรรคเหล่านี้จะทำให้ไทยสามารถค้าขายผ่านชายแดนได้ตามเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทแน่นอน เพราะเร็วๆนี้บริเวณชายแดนไทยที่มีทั้งหมด 34 แห่ง จะเปิดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเปิดอยู่ที่ 18 แห่ง”

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป กล่าวว่า ไทยได้เจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไว้กับหลายประเทศรวม 11 ฉบับ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งช่วงที่ผ่านมา มีอุปสรรค แต่การค้าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการค้าระหว่างกันยังเติบโตขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการไทย จะต้องมีข้อมูลประเทศที่จะเข้าไปทำการค้าการลงทุน

“ภาพรวมผู้ประกอบการไทยมีความได้เปรียบในหลายด้านที่เหนือกว่า เพราะองค์ความรู้ในการผลิตสินค้า และไทยเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมมาถึง 50 ปีแล้ว ปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่า 3 ล้านราย ในจำนวนนี้ 2 ล้านราย ทำธุรกิจค้าปลีก”

กฎหมายไทยยังมีการจำกัดสิทธิการถือครองอสังหาริมทรัพย์ทาวน์เฮ้าส์

การที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปบุกตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศอาเซียนได้อาจเป็นเรื่องค่อนข้างท้าทายในระยะสั้น เพราะหัวใจหลักของธุรกิจที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องของ Location หากผู้ประกอบการที่แต่เดิมทำตลาดที่อยู่อาศัยเฉพาะในกรุงเทพฯ http://www.bkkcitismart.com/Townhouseคิดจะไปทำตลาดในต่างจังหวัด ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัย Local Partner ในเรื่องของการหาทำเล ดังนั้นหากมองในแง่ของตลาดต่างประเทศ จึงน่าจะยากกว่าตลาดในประเทศมากขึ้นไปอีก รวมถึงเรื่องของกฎระเบียบของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัย มีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับว่าเมื่อเกิด AEC จะมีการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค หรือมีการปรับกฎระเบียบต่างๆให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งการที่จะมีชาวอาเซียนเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งจากการเข้ามาทำธุรกิจ ลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงาน โอกาสที่ตามมา คือเนื่องจากปัจจุบันกฎหมายไทยยังมีการจำกัดสิทธิการถือครองอสังหาริมทรัพย์ และการกู้ยืมเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ดังนั้น หลังจากการเข้าสู่ AEC จึงขึ้นอยู่กับว่าหากธนาคารพาณิชย์ของไทยกับรัฐบาลไทยเอื้อให้ชาวต่างชาติเข้ามากกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านได้ ก็จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในกลุ่มลูกค้าอาเซียนมีโอกาสในการเติบโตขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

อีกสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจเพื่อรองรับกับโอกาสที่อาจจะเกิดได้ คือชาวต่างชาติไม่ใช่คนไทย คือเราเข้าใจความแตกต่างระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทยมากน้อยแค่ไหน เราใช้สมมติฐานเดิมในการทำธุรกิจหรือเปล่าว่าคนที่ต้องการที่อยู่อาศัยต้องการ Product แบบนี้ แบบนั้น ทั้งๆที่นั่นอาจเป็นพฤติกรรมของคนไทยที่ผู้ประกอบการทาวน์เฮ้าส์มีความคุ้นเคย และอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ชาวต่างชาติ เช่น คนสิงคโปร์ เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ ต้องการ เพราะระดับรายได้ และ Lifestyle ของคนในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน

แนะนำเครื่องมือช่างแบรนด์มากีต้า Makita จากร้าน KTW.co.th

แนะนำเครื่องมือช่างแบรนด์มากีต้า Makita จากร้าน KTW.co.th

แนะนำเครื่องมือช่างแบรนด์มากีต้า Makita จากร้าน KTW.co.th

สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องมือช่างดี ๆ ผมขอแนะนำนี่เลยมากีต้า Makita ครับ ซึ่งแบรนด์นี้เป็นแบรนด์สินค้าจากญี่ปุ่นครับ นำเข้าสินค้าประเภทเครื่องมือช่าง ดอกสว่าน สว่าน เลื่อย และเครื่องมือช่างอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นในบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ของ Makita เจ้านี้ทั้งนั้นครับ เพราะของเจ้านี้นั้น สามารถสร้างรายละเอียดอย่างมากมายเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ หรือว่าสิ่งที่จะปรากฏต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ และมีความหมายมากขึ้นสำหรับช่าวช่างนั้นเอง ตลอดระยะเวลาที่ผมมอบให้สิ่งเหล่านี้นั้น คือส่ิงที่สำคัญมากที่สุดอย่างแท้จริง

งานช่างถ้าให้ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดและน่าทำที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของการเลือกสินค้าประเภทเครื่องมือช่าง Makita ให้ดีครับ การเลือกเครื่องมือช่างที่ดีนั้นควรจะทำความรู้จักรายละเอียดของแต่ละเครื่องมือ และแต่ละชิ้นให้ดี เพราะเราเป็นผู้ใช้ หากว่าเราไม่รู้จักเครื่องมือเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีแล้วหล่ะก็ ก็อาจจะสร้างปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอนครับ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดความปลอดภัยทุกครั้งที่ใช้เครื่องมือช่างยี่ห้อ Makita นั่นเอง ซึ่งแต่ละคนก็คงจะทราบรายละเอียดในเรื่องแบบนี้กันอยู่แล้วอย่างแน่นอนครับ

ตอนนี้ถ้าใครสนใจเครื่องมือช่างยี่ห้อมากีต้า Makita ผมแนะนำเลยครับว่าให้ไปซื้อกับทางร้าน Ktw ซึ่งจะได้หลายสิ่งหลายอย่างมากเลย ตั้งแต่คุณภาพของสินค้า ตลอดไปจนได้รับการบริการที่ถูกใจอย่างแน่นอน สมกับเป็นคู่ใจของชาวช่างมาโดยตลอดนั่นเองครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าไม่ว่าจะเป็นสว่านก็ดี หรือว่าดอกสว่านต่างๆ ก็ดีแนะนำแบรนด์ Makita นี้เลยครับเวิร์กที่สุดอย่างแน่นอน https://www.ktw.co.th/m/13/makita

จับโจ๋ตั้งแก๊งลักรถจยย.ชำแหละขาย

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. พล.ต.ต.ชัชชรินทร์ สว่างวงศ์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุพรรณบุรี แถลงจับกุมนายนันธวุฒ ขำแขมร อายุ 19 ปีอยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ 8 ต.ศาลาขาว พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรมมา 3 คัน และใช้ก่อเหตุอีก 1 คัน นอกจากนี้มีชิ้นส่วนอะไหล่รถจักรยานยนต์อีกจำนวนมาก

ด้าน พล.ต.ต.ชัชชรินทร์ กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคืนวันลอยกระทง มีการจัดงานกันหลายพื้นที่ จึงสั่งการให้ตำรวจนำกำลังตรวจตราป้องกันอาชญากรรมดูแลความปลอดภัยให้กับพี่ น้องประชาชน ระหว่างนั้นเกิดเหตุคนร้ายโจรกรรมรถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน ที่จอดไว้ในวัดสวนแตง เขต อ.เมืองสุพรรณบุรี จึงได้สั่งการให้ชุดป้องกันการโจรกรรมรถ สภ.เมืองสุพรรณบุรี ออกติดตามจับกุมคนร้ายไว้ได้ 1 ราย

จากการสอบสวนนายนันธวุฒ ให้การรับสารภาพว่า ปกติชอบแข่งรถจักรยานยนต์ และชอบปรับแต่งเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ โดยร่วมกับเพื่อนนักเรียนช่างกลแห่งหนึ่ง ตระเวนลักรถจักรยานยนต์ตามสถานที่ต่าง ๆ จากนั้นนำมาชำแหละชิ้นส่วนอะไหล่ขาย ในราคาคันละ 4-5,000 บาท และเมื่อได้เงินมาแล้วจะนำมาแบ่งกันใช้เที่ยวเตร่ และนำไปซื้ออะไหล่จากแก๊งลักรถมาแต่งซิ่งให้กับแก๊งเด็กแว้นทั่วไป จนกระทั่งมาถูกจับกุมไว้ได้ จึงนำตัวไปสอบสวนขยายผลดำเนินคดีต่อไป.

ร้อยไหมเสริมจมูก เทคนิคที่มาจากวงการทางการแพทย์ประเทศเกาหลี

เหตุผลหลักๆของสาวๆส่วนใหญ่ที่เลือกทำจมูกด้วยวิธีร้อยไหมนี้ คงเป็นเพราะการร้อยไหมนั้นไม่ต้องเจ็บตัวมาก ไม่มีการผ่าตัดที่กินเวลายาวนาน ค่าใช้จ่ายไม่แพงจนเกินไป รวมไปถึงตัวเส้นไหมที่แพทย์แต่ละคลินิกหรือโรงพยาบาลนั้นๆเลือกก็สามารถสลายไปเองตามอายุและคุณภาพถือว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการมีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย หากมีการยุบหรือไม่ได้รูปก็สามารถไปฉีดเพิ่มตกแต่งได้ตามความต้องการ ดังนั้นการเสริมจมูกร้อยไหมจึงเป็นที่นิยมมากในหมู่สาวๆที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจด้วยการเสริมจมูกในปัจจุบัน

การศัลยกรรมบนใบหน้าทุกชนิดก็ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงในทุกๆด้านที่เราพบเห็นอยู่ตามสื่อต่างๆอยู่บ่อยๆ ทั้งแผลติดเชื้อ เกิดรอยทะลุ ทำออกมาแล้วไม่ได้ดั่งใจและอีกนานานับไม่ถ้วน ซึ่งทางที่ดีก่อนการตัดสินใจที่จะทำศัลยกรรมทุกครั้ง สาวๆก็อย่าลืมคำนึงถึงผลดี ผลร้ายที่จะตามมาในอนาคตด้วย ซึ่งการใช้ไหมละลายร้อยลงไปยังชั้นผิวบริเวณจมูกเพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาเกาะพันไปบนตัวไหมละลายในบริเวณนั้น จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปสักพักจมูกจะดูยกกระชับ ได้รูปทรงมากยิ่งขึ้น โดยที่ไหมเหล่านี้ก็จะสลายตัวหายไปได้ภายใน 3-6 เดือนขึ้นไป ซึ่งก็เป็นเทคนิคที่มาจากวงการทางการแพทย์จากประเทศเกาหลีที่ได้มีการคิดค้นขึ้นมาจนแพร่หลายไปทั่วในวงการศัลยกรรมไม่เว้นแม้แต่กระทั่งวงการศัลยกรรมในบ้านเรา

เบื้องต้นแพทย์จะมีการสอบถามพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาจมูกเพื่อวางแผนการรักษาให้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับรูปหน้าของแต่ละคน จากนั้นแพทย์จะทายาชาแล้วจึงจะเริ่มลงมือฉีดด้วยการนำเอาเส้นไหมละลายฉีดลงไปบริเวณจมูกเพื่อให้ได้รูปทรงหรือแก้ทรงจมูกที่เบี้ยวงอ ให้กระชับสวยงามมากยิ่งขึ้น รวมเวลาแล้วทั้งหมดไม่เกิน 2 ชั่วโมง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจมีอาการบวมหรือเป็นจุดจ้ำแดงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อเวลาผ่านไปสัก 1-2 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของการร้อยไหม คือ จมูกจะดูเรียบตึง โด่งสวยได้รูป หากไหมเริ่มมีการสลายตัวผิวบริเวณนั้นจะยุบ ไม่ตึงกระชับดังเดิมก็สามารถมาเติมหรือฉีดใหม่ได้ ซึ่งวิธีการของการที่กล่าวข้างต้นนี้ จะมีความคล้ายคลึงกับการฉีดฟิลเลอร์เสริมจมูกด้วย อีกเช่นกัน

“รถ-บ้านหลังแรก“ ตัวการฉุดกำลังซื้อ ดีลเลอร์มึนตึ้บ “อีสาน“ ทิ้งใบจอง 80%

นโยบายประชานิยมของรัฐบาล รถคันแรก และบ้านหลังแรก กลายเป็นปัญหาห่วงโซ่ โดย เฉพาะผู้ประกอบการค่ายรถที่ต้องปรับแผนผลิตใหม่และเร่งระบายสต็อกด้วยกิจกรรมทั้งลด แจก และแถม เพราะหลังปิดโครงการ 31 ธันวาคม 2555 ถึง ณ วันนี้มียอดการทิ้งใบจอง และไม่ผ่านเกณฑ์ถึงกว่า 8 พันราย จากจำนวนผู้ขอใช้สิทธิ์ 1.25 ล้านคน

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตแจ้งว่า สถานะโครงการรถคันแรก ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2556 ตั้งแต่ดำเนินโครงการมีผู้ขอใช้สิทธิ์รถคันแรกจำนวน 1,259,056 ราย คิดเป็นเงิน 92,173 ล้านบาท มีผู้ยกเลิกการใช้สิทธิ์ 7,181 ราย และไม่เข้าเงื่อนไข 1,667 ราย จึงมีผู้รับสิทธิ์ 1,250,208 ราย และในจำนวนนี้ รับรถไปแล้ว 1,105,598 ราย ยังเหลือผู้ที่ยังไม่ได้รับรถอีก 144,610 ราย หรือคิดเป็น 11.57% และก็ยังไม่มีการกำหนดวันสิ้นสุดการรับรถแต่อย่างใด

ปัญหา “รถคันแรก” ที่บานปลายนี้ นาย ฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ กล่าวว่า บริษัทต้องปรับลดเป้าการขายรถในปี 2556 ลงเหลือ 1.8 แสนคัน จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2 แสนคัน และคาดว่าตลาดรวมรถยนต์ในปี 2556 จะมียอดขายอยู่ที่ 1.25 ล้านคัน จากปีก่อนที่มียอดขายอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน ซึ่งเป็นตัวเลขยอดขายที่สูงผิดปกติ เพราะใช้ความต้องการ ซื้อล่วงหน้าไปแล้ว ในส่วนของรถปิกอัพคาดว่าสิ้นปี 2556 นี้ยอดขายรวมจะอยู่ที่ระดับ 5 แสนคัน จากปีก่อนอยู่ที่ 6 แสนคัน

ก่อนหน้านี้ดีลเลอร์ “มิตซูบิชิ” ในภาคอีสานก็ยอมรับว่า โครงการรถคันแรกมีลูกค้าทิ้งใบจองกว่า 80% จึงต้องเร่งสบายสต็อกด้วยการจับมือบริษัทแม่เร่งทำกิจกรรม และอัดแคมเปญกระตุ้นการขาย อาทิ บางราย ให้ลูกค้าวางเงินดาวน์เพียง 9 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นลูกเล่นทางการตลาดที่กระตุ้นให้ลูกค้า เดินเข้าโชว์รูมมากขึ้น

โดยนายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้กล่าวในงานการแสดงวิสัยทัศน์ต่อตลาดรถยนต์ภาคอีสานว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์ปีนี้ค่อนข้างลำบาก มาก จากผลกระทบของโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งทำให้มีการทิ้งใบจองเยอะมาก ทำ ให้เกิดภาวะความต้องการเทียมอย่างที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อน

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า บริษัท มิตซูขอนแก่นยนต์ไพบูลย์ จำกัด ตัวแทนจำหน่าย มิตซูบิชิพื้นที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร เฉพาะในจังหวัดขอนแก่นมียอดจองลูกค้ารถคันแรกค้างมาจากปี 2555 ประมาณ 1,000 คัน แต่สามารถส่งมอบรถได้จริงเพียงกว่า 100 คัน หรือมีการทิ้งใบจองมากกว่า 80%

ส่วนโครงการบ้านหลักแรกที่ผ่านมาก็มีกระแสตอบรับเข้ามาน้อยและไม่เป็นไปตาม เป้าหมายตามที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์วาง ไว้ เนื่องจากวงเงินบ้านที่ให้มีเงื่อนไขหลังละไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งสภาพต้นทุนตลาดที่อยู่อาศัยปัจจุบันเป็นไปได้ยาก และสร้างความ สับสนให้กับประชาชนและส่งผลต่อผู้ประกอบ การชะลอโอนกรรมสิทธิ์

ขณะเดียวกันภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างเงียบเหงา ทั้งที่ต้นปีมีแนวโน้มที่สดใส แต่เมื่อถึงกลางปีเศรษฐกิจกลับชะงักมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีซึ่งเป็นช่วงจับจ่ายใช้สอย แต่คาดว่าปีนี้จะไม่ดีเหมือนเคย เนื่องจากประสบทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง โดยที่ยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกใดที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุน

แหล่งข่าวจากสมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้มีโครงการสนับสนุนประชาชนให้มีบ้านหลักแรก โดยมีการเงื่อนไขดอกเบี้ย 0% 3 ที่ผ่านมานั้น ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ที่มี รายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัย ไม่มีผลต่อการกระตุ้นตลาดมากนัก เพราะมีเงื่อนไขต้องเป็นบ้านในระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่โครงการดังกล่าวก็มีผลต่อการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้านี้เช่นกันว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาอีก

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของรัฐบาลยังไม่ตรงจุด และเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หากรัฐต้องการสนับสนุนให้ประชาชนมีบ้านหลังแรกและเป็นการกระตุ้นตลาดโดยรวมจริงๆ ต้องขยายราคาบ้านถึงในระดับราคา 3 ล้านบาท และหาเงิน สนับสนุนให้เรื่องอัตราดอกเบี้ยต่ำระยะยาว ไม่จำเป็นต้องให้ดอกเบี้ย 0% ก็ได้

เร่งผลักดันกฎหมายนายหน้าเร่งรัฐออกมาตรการกระตุ้นตลาดบ้านมือสอง

หลังจากปี 2558 เป็นต้นไปการทำธุรกิจบ้านมือสองในประเทศไทยจะไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่เพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียก็จะเข้ามาทำงานแข่งขันกับนายหน้าในบ้านเรามากขึ้น การเปิดเสรีดังกล่าวจะทำให้นายหน้าไทยเสียเปรียบต่างชาติ คือ เราไม่สามารถเดินทางไปทำธุรกิจในบ้านเขา เนื่องจากในประเทศอื่นๆมีกฎหมายควบคุมการทำงานของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งมีการออกใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฏหมาย ในขณะที่ไทยเรายังล้าหลังในเรื่องนี้มาก คาดว่าหากไทยยังไม่มีพ.ร.บ.นายหน้าเราคงทำได้แค่รับมือกับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้น ไม่มีสิทธิที่จะบุกตลาดในประเทศอื่นๆในอาเซียนได้เลย

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องกฎหมายเท่านั้นที่ยังทำให้นายหน้าไทยเสียเปรียบ แต่เรื่องศักยภาพก็น่าจะยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ เนื่องจากเรามีจุดอ่อนด้านภาษาอังกฤษ รวมทั้งภาษาท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากนายหน้าในประเทศไทยนั้นไม่ได้กำหนดเรื่องพื้นฐานของการศึกษา ใครจะทำก็สามารถทำได้โดยไม่มีข้อบังคับหรือกรอบการทำงานที่ถูกต้อง ทั้งๆที่เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตลาดบ้านมือสองในประเทศไทยน่าจะมีปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้ธุรกิจกระเตื้องขึ้นได้ หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการในการกระตุ้นให้เกิดการซื้อ-ขายบ้านมือสอง ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนกว่าที่ผ่านมา

ธุรกิจนี้น่าจะดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรการในการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต หากภาครัฐให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว เชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจบ้านมือสองอย่างแน่นอน แต่ถ้าปีนี้น้ำท่วมซ้ำก็จะมีผลต่อการชะลอการตัดสินใจซื้อไปอีก เนื่องจากที่ผ่านมาทำเลที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมเป็นที่ตั้งของทรัพย์มือสองจำนวนมาก ในขณะเดียวกันพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้ให้ความสำคัญเรื่องปัจจัยน้ำท่วม นอกจากนี้แล้วทิศทางตลาดจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหนจำเป็นต้องรอดูสัญญาณจากภาวะเศรษฐกิจในยุโรป ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียค่อนข้างสูง

สอนทำอาหารส้มตำไทยเกิดจากเถียงนา

สอนทำอาหารส้มตำไทยเกิดจากเถียงนา

สอนทำอาหารส้มตำไทยเกิดจากเถียงนา

ก่อนที่จะสอนทำอาหารตอนผมอ่านหนังสือล้วงลึกไปถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย เชื่อไหมครับเมนูอาหารที่เรากินกันอยู่บ่อยที่เรียกว่า “ส้มตำ” นั้นเกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านโดยแท้ ผมพยายามอ่านเรื่องนี้ลึกลงไปอีกก็พบว่าต้นกำเนิดของส้มตำนั้นอยู่ริมเถียงนา หมายความว่าอะไรครับทำไมถึงอยู่ริมเถียงนา ( หน้ามืด ทึ่งกับภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ) ผู้อ่านลองคิดดูสิครับส่วนประกอบของส้มตำนั้น ล้วนมีแต่ผัก จะมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นสัตว์ก็คือปู พูดแล้วก็คิดถึงเรื่องดี ๆ ระหว่างการสอนทำอาหาร

และในสมัยก่อนปูแบบนี้ก็หาไม่ได้ที่ไหนนอกจาก “นา” ที่เราใช้เป็นที่ปลูกข้าวกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่สุดยอดจริง ๆ ครับ  เชื่อว่าการสอนทำอาหารชนิดนี้ ต้นกำเนิดมาจากสิ่งเหล่านี้จริง และเมนูอาหารอย่างส้มตำก็มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ไม่แปลกที่ผักหรือส่วนประกอบหลัก ๆ ของส้มตำเช่น มะละกอ พริก มะเขือเทศ ปู จะหาได้ตามท้องนา

และน้ำปลาเหล่านี้นั้นสมัยก่อนกว่าจะหมักกันได้ ไหนจะมีปลาร้าอีก นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาทางด้านการทำอาหารที่ดีที่สุดในระดับหนึ่งก็ว่าได้เลยครับ เป็นการสอนทำอาหารจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง เพียงแต่สมัยนี้ก็อาจจะมีรสชาติที่ดีกว่าสมัยเก่าขึ้นมาหน่อย ถ้าใครเคยกินจะรู้ว่าส้มตำแบบตามทุ่งนานั้นรสชาติจะเผ็ดพริก และหวานปลาร้าเสียส่วนมากครับ จะไม่ไม่หวานน้ำตาล หรือลดความคาวลงเหมือนที่กินอยู่ในเมือง จะว่าไปก็อยากเรียนทำอาหารจริง  ๆ เลยครับ http://www.mlpuang.com/ ไม่มั่นใจว่าหลักสูตรที่นี่ดีหรือเปล่า เหมาะสำหรับการเรียนไหมครับ ใครเคยไปเรียนแนะนำกันหน่อยครับ